การค้นหาดาวแปรแสง

From LESAWiki
Jump to: navigation, search

ดาวน์โหลดข้อมูลสำหรับฝึกหัด [1] (126 MB)

ข้อมูล FITS จากหอดูดาว Catalina Sky Survey [2] ขนาด 1.0 เมตร ที่รัฐอริโซนา ประเทศสหรัฐอเมริกา

ความนำ

ความหนาแน่นของดาวฤกษ์ในบริเวณทั่วไปและบริเวณทางช้างเผือก ภาพทั้งสองแสดงบริเวณกว้างเท่ากันบนท้องฟ้าจากบริเวณทั่วไป (ในที่นี้คือกลุ่มดาวคนแบกหม้อน้ำ) ซึ่งมีดาวฤกษ์อยู่ไม่มากนัก (ซ้าย) และบริเวณทางช้างเผือกแถบกลุ่มดาวคนยิงธนู (ขวา) จะสังเกตว่าบริเวณทางช้างเผือกมีดาวฤกษ์อยุ่หนาแน่นกว่ามาก ทำให้เรามีโอกาสที่จะค้นพบดาวแปรแสงมากขึ้น ตามแนวคิด 10% ที่กล่าวไปข้างต้น

จุดมุ่งหมายของเอกสารนี้คือศึกษาวิธีที่นักดาราศาสตร์ใช้ค้นหาดาวแปรแสง เนื้อหาของเอกสารนี้ประกอบไปด้วยสองส่วนหลักๆ คือ (1) การค้นหาดาวแปรแสงด้วยภาพถ่ายจากหอดูดาวซึ่งสามารภดาวน์โหลดได้จาก link ด้านบน และ (2) การยืนยันกับฐานข้อมูลดาราศาสตร์ว่าดาวแปรแสงนั้นๆ มีการค้นพบมาแล้วหรือไม่ อย่างไร ในกิจกรรมนี้เรามีโอกาสมากที่จะได้ค้นพบดาวแปรแสงดวงใหม่ที่ไม่เคยมีใครค้น พบมาก่อน ทั้งนี้เพราะเอาเข้าจริงๆ ท้องฟ้านั้นใหญ่มากสำหรับนักดาราศาสตร์ ถึงบัดนี้ดาวแปรแสงส่วนใหญ่ก็ยังไม่มีการค้นพบและบันทึกเป็นเรื่องเป็นราว ลองคิดดูง่ายๆ ว่าในทางช้างเผือกมีดาวฤกษ์อยู่ 2 แสนล้านดวง และดาวฤกษ์ใหญ่น้อยทุกดวงจะต้องผ่านช่วงอายุที่มีการแปรแสงเสมอ กล่าวคือช่วงที่ดาวฤกษ์เริ่มเสียเสถียรภาพและใกล้จะสิ้นอายุขัย ทำให้มีการยุบพองอยู่ตลอดเวลา ช่วงเวลานี้กินเวลาราว 10% ของช่วงชีวิตดาวฤกษ์ นั่นคือดาวอย่างน้อย 10% ของทางช้างเผือก หรือประมาณ 2 หมื่นล้านดวงต้องกำลังแปรแสงวูบวาบๆ รอให้เราไปค้นหา ในขณะที่ปัจจุบันนักดาราศาสตร์บันทึกดาวแปรแสงที่ค้นพบแล้วเพียงประมาณหลัก หมื่นดวงเท่านั้น

กล่าวมาถึงจุดนี้ หลายท่านคงแย้งว่า ดาวฤกษ์ส่วนที่เราสังเกตจากกล้องดูดาวได้นี้คิดเป็นเพียงไม่ถึง 1/10 ของทางช้างเผือกทั้งหมด จะมีดาวแปรแสงให้หาได้มากขนาดนั้นได้อย่างไร ซึ่งเป็นข้อสังเกตที่ดี แต่หากพิจารณาค่า 1/10 ของดาวแปรแสง 2 หมื่นล้านดวงก็ยังเป็นตัวเลขประมาณ 2 พันล้านดวง และตัวเลขนี้คิดเฉพาะดาวแปรแสงที่เกิดจากดาวฤกษ์ที่เสียเสถียรภาพขณะใกล้ สิ้นอายุขัย ไม่ได้นับดาวแปรแสงชนิดที่แปรแสงเพราะอุปราคาของระบบดาวคู่หรือระบบดาวหลายดวง และประเภทอื่นๆ ที่ผมพูดมาทั้งหมดนี้เพียงเพื่อจะบอกว่ายังมีดาวแปรแสงอีกมากมายรอให้เราไป ค้นพบ

ดังนั้นบริเวณที่เราควรจะไปถ่ายภาพเพื่อค้นหาดาวแปร แสงก็ต้องเป็นบริเวณที่มีดาวฤกษ์เยอะๆ หนาแน่นมากๆ (จะได้มีโอกาสที่สักดวงสองดวงในหมู่ดาวเยอะๆ นั้นจะแปรแสง) ซึ่งก็คือบริเวณทางช้างเผือกนั่นเอง บริเวณทางช้างเผือกนี้โดยปกติเป็นบริเวณที่นักดาราศาสตร์ไม่ว่ารุ่นเล็กหรือ รุ่นใหญ่ไม่ค่อยเข้าไปยุ่ง เพราะเป็นบริเวณที่มีหมู่ดาวหนาแน่นมาก แน่นเสียจนละลานตาเต็มภาพไปหมดหาอะไรไม่เจอ (ปกติเวลาเรามองทางช้างเผือกในกล้องดูดาวเราก็จะเห็นดาวเต็มพรึดเหมือนเม็ด ทรายระยิบระยับอยู่แล้ว หากถ่ายภาพมาก็จะยิ่งละลานตากันไปใหญ่) แต่สำหรับการหาดาวแปรแสงในกิจกรรมของเรานี้เราจะมุ่งไปที่ทางช้างเผือกและ บริเวณที่มีดาวหนาแน่นเป็นหลักเพื่อให้มีโอกาสเจอดาวแปรแสงที่ไม่มีใครเคยค้นพบมาก่อนมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

การค้นหาดาวแปรแสง

หลักการของวิธีที่เราจะใช้ค้นหาดาวแปรแสงนั้นตรงไปตรงมามาก กล่าวคือ เรานำภาพบริเวณเดียวกัน 2 ภาพมาเปิดสลับกันไปมาเพื่อเปรียบเทียบว่ามีดาวดวงใดในภาพสว่างขึ้นหรือลดลง หรือไม่ หากในบริเวณนั้นมีดาวแปรแสงก็จะเห็นเป็นดาวที่มีความสว่างเปลี่ยนไปมากระ พริบวูบวาบๆ ในขณะที่ดาวฤกษ์ดวงอื่นๆ มีความสว่างเกือบคงที่ไม่เปลี่ยนแปลง เราก็จะสามารถบอกได้ทันทีว่าดาวดวงไหนเป็นดาวแปรแสง ดาวดวงไหนไม่ใช่ แล้วก็วัดพิกัดของดาวที่เชื่อว่าเป็นดาวแปรแสงไปตรวจสอบกับฐานข้อมูลวัตถุ ของนักดาราศาสตร์ เพียงเท่านี้เราก็จะได้รู้กันว่าเราได้ค้นพบดาวแปรแสงใหม่หรือไม่ หากพบดาวแปรแสงใหม่ก็เตรียมเขียนรายงานการค้นพบได้

อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติชีวิตของนักดาราศาสตร์ไม่ได้โรยไปด้วยกลีบกุหลาบขนาดนั้น ไม่เช่นนั้นดาวแปรแสงคงถูกค้นพบไปเกือบหมดแล้ว ก่อนจะลงมือทำเราลองมาระดมสมองกันก่อนว่าในทางปฏิบัติวิธีการนี้มีข้อจำกัด อย่างไรบ้าง


คำถามใหญ่ๆ ที่ต้องพิจารณา

(1) วัตถุต้องกระพริบอย่างไร? แค่ไหน? ถึงเรียกว่า “แปรแสง”

(2) ดาวแปรแสงแบบไหนที่เราจะเจอ และแบบไหนที่เราจะไม่เจอด้วยวิธีนี้

(3) รูปแบบการค้นหาควรเป็นอย่างไรเพื่อให้สามารถค้นพบดาวแปรแสงได้หลากหลายชนิดที่สุด

(4) อะไรบ้างที่จะดูกระพริบๆ เหมือนจะเป็นดาวแปรแสง แต่จริงๆ ไม่ใช่

(5) เราเชื่อสายตาได้แค่ไหน? มีวิธีไหนที่จะยืนยันพฤติกรรมแปรแสงของดาวได้แม่นกว่านั่งเพ่ง?


วัตถุต้องกระพริบอย่างไร? แค่ไหน? ถึงเรียกว่า “แปรแสง”? - เราจะมาพิจารณาคำถามข้อแรกกันก่อน เราทราบว่าโดยหลักการแล้วเมื่อเราสลับภาพถ่ายในบริเวณเดียวกัน 2 ภาพกลับไปมาเรื่อยๆ (เช่น การ blink ด้วยโปรแกรม ds9) ดาวแปรแสงจะกระพริบ ในชณะที่ดาวฤกษ์รอบข้างไม่เปลี่ยนแปลงความสว่าง ในแต่ความเป็นจริงข้อมูลที่ถ่ายจากหลายช่วงเวลาไม่มีทางได้ผลออกมาได้คุณภาพ เท่ากัน คุณภาพของภาพที่ถ่ายได้จากหอดูดาวขึ้นอยู่กับปัจจัยมากมาย ไม่ว่าจะเป็นสภาพอากาศ เมฆบางที่ลอยผ่านหน้า ลมที่ทำให้กล้องสั่นไหวเบาๆ ตำแหน่งของดวงจันทร์ที่ทำมุมกับภาพส่งผลให้แสงพื้นหลังไม่เท่ากัน เรื่อยไปจนถึงเรื่องทางเทคนิคเช่นอุณหภูมิของชิพ CCD ขณะถ่ายภาพ ดังนั้นในการสลับภาพไปมาเราอาจจะเห็นดาวทั้งภาพเปลี่ยนแปลงความสว่างไป เล็กน้อยไปหมดก็ได้ (กรณีนี้หากยังไม่คุ้นเคยจะน่าเวียนหัวพอสมควร แต่เมื่อ blink ไปจนชินแล้วจะดีขึ้น) แต่หากพิจารณาให้ดีก็จะเห็นว่าดาวในภาพทั้งหมดต่างเปลี่ยนแปลงความสว่างไป เป็นรูปแบบเดียวกัน ดังนั้นหากมีดาวสักดวงในภาพที่มีแสงสว่างเปลี่ยนแปลงไปไม่เหมือนดวงอื่น เราก็สงสัยได้ว่าอาจจะเป็นดาวแปรแสง จุดนี้คือหลักการของดาวอ้างอิง (Reference Star) ในการทำ photometry อีกนัยหนึ่งคือการที่เราจะบอกได้ว่าดาวดวงหนึ่งๆ เปลี่ยนแปลงความสว่างหรือไม่นั้นเราต้องเทียบกับการเปลี่ยนแปลงความสว่างของ ดาวดวงอื่นๆ ในภาพ ดาวทั้งภาพอาจจะกระพริบไหวไปมา แต่ดวงหนึ่งอาจจะกระพริบ มากกว่าดวงอื่นๆ หรือถึงขนาดที่ว่าดาวมีความสว่างมากขึ้นทั้งๆ ที่ดวงอื่นๆ ในภาพมืดลง เช่นนี้สงสัยได้มากว่าอาจจะเป็นดาวแปรแสง


ดาวแปรแสงแบบไหนที่เราจะเจอ? - คำถามข้อต่อมาคือดาวแปรแสงแบบไหนที่เราจะพบ และแบบไหนที่เราจะไม่พบ ข้อจำกัดอย่างแรกซึ่งเป็นเรื่องสืบเนื่องมาจากคำถามที่แล้ว คือ อย่างน้อยที่สุดดาวแปรแสงที่จะค้นพบได้ด้วยวิธีนี้จะต้องมีการเปลี่ยนแปลง ความสว่าง (Amplitude) มากกว่าดาวอ้างอิง หากดาวอ้างอิงกระพริบไหวไปมาประมาณ +- 0.5 แมกนิจูด เพราะสภาพอากาศในช่วงสองเดิอนที่เราค้นหาแตกต่างกัน เราจะไม่มีทางหาดาวแปรแสงแบบยุบพองที่มีแอมปลิจูดของการแปรแสงต่ำกว่านี้พบ เลย (เช่น ดาวแปรแสงที่มีการเปลี่ยนแปลงความสว่าง +- 0.1 แมกนิจูด)


รูปแบบการค้นหาควรเป็นอย่างไรเพื่อให้สามารถค้นพบดาวแปรแสงได้หลากหลายชนิดที่สุด? - ข้อจำกัดอย่างต่อมาอยู่ที่ระยะเวลาระหว่างเวลาที่บันทึกภาพแต่ละครั้ง (เวลาที่บันทึกภาพหรือเก็บข้อมูลในทางดาราศาสตร์นี้เรียกว่า “Epoch” อ่านว่า “เอพ-พอค”) เพราะดาวแปรแสงที่จะมีโอกาสพบได้มากที่สุดในการ blink ภาพจาก 2 epoch ก็คือดาวที่มีความสว่างต่ำสุดใน epoch หนึ่ง และความสว่างสูงสุดในอีก epoch หนึ่ง ซึ่งจะทำให้ความสว่างระหว่าง epoch ต่างกันมากที่สุดและเห็นดาวกระพริบชัดเจน ดังนั้นดาวแปรแสงที่มีโอกาสพบมากที่สุดจะเป็นพวกที่มีค่าครึ่งคาบใกล้เคียง กับระยะเวลาระหว่าง epoch อีกทั้งยังต้องมีจุดที่สว่างสูงสุดและต่ำสุดอยู่ใกล้เคียงกับ epoch ทั้งสองด้วย คำถามที่ควรจะเกิดขึ้นทันทีคือ แล้วเราจะทำยังไงให้มีโอกาสพบดาวแปรแสงได้มากที่สุด และหลากหลายชนิดที่สุด จะเห็นว่าหากเรามีภาพสักชุดหนึ่งใหญ่ๆ เราสามารถควบคุมได้ว่าจะให้ระยะห่างระหว่าง epoch คู่หนึ่งๆ ที่เรานำมา blink หาดาวแปรแสงเป็นเท่าใด ส่วนจุดที่เราควบคุมไม่ได้คือการให้จุดสว่างสุดหรือสว่างน้อยสุดมาอยู่ที่ แต่ละ epoch หรือไม่ ดังนั้นวิธีการที่น่าจะได้ผลดีที่สุดก็คือลอง blink ด้วยระยะห่างระหว่าง epoch ต่างๆ กัน เช่น เลือกภาพจากเดือน ม.ค. มา blink คู่กับเดือน ก.พ., มี.ค., มิ.ย., ธ.ค. ... ฯลฯ เพื่อให้ได้ระยะห่างระหว่าง epoch เท่ากับ 1 เดือน, 3 เดือน, 6 เดือน หรือ 1 ปี ฯลฯ ตรงนี้คือจุดที่เราคุมได้ ส่วนจุดที่เราคุมไม่ได้ดังที่กล่าวไปแล้ว อันนี้ต้องเน้นความเฮงเท่านั้น แต่เราก็พอจะเพิ่มโอกาสเฮงได้โดยการลองจับคู่ blink ระหว่างภาพต่างๆ ในแต่ละระยะห่าง epoch เช่น ระยะระหว่าง epoch 1 เดือน อาจะลอง ม.ค.-ก.พ. หรือ มิ.ย.-ก.ค. หรือ พ.ย.-ธ.ค. เป็นต้น ทำเช่นเดียวกันนี้กับทุกระยะ epoch ที่เราค้นหา ก็จะสามารถครอบคลุมแทบทุกความเป็นไปได้ทำให้มีโอกาสพบดาวแปรแสงมากขึ้น

ภาพดาวแปรแสงดวงใหม่ที่ค้นพบในแถบกลุ่มดาวคนแบกงู (ดวงไหนเอ่ย? ใบ้: ตรงกลางขวาของภาพ) ภาพซ้ายถ่ายเมื่อเดือน มี.ค. ปี 2548 ส่วนภาพขวาถ่ายเมื่อเดือน ต.ค. 2548 ด้วยกล้อง Catalina Sky Survey ขนาด 1 เมตร สังเกตว่าดาวที่อยู่ตรงกลางภาพมีความสว่างเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด หากนำภาพทั้งสองมาสลับไปมาก็จะเห็นว่าดาวดวงนี้กระพริบวูบวาบในขณะที่ดาวข้างเคียงมีความสว่างเกือบคงที่


อะไรบ้างที่จะดูกระพริบๆ เหมือนจะเป็นดาวแปรแสง แต่จริงๆ ไม่ใช่? - ประเด็นที่เราต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่งในการค้นหาดาวแปรแสง คือ มีวัตถุหรือสิ่งแปลกปลอมหลายชนิดที่ปรากฏกระพริบในภาพขณะ blink ดูคล้ายดาวแปรแสงทุกประการ เราจะต้องฝึก “สัญชาติญาณ” ที่จะบอกให้ได้ว่าอย่างไหนคือดาวแปรแสงจริง อย่างไหนไม่ใช่ สิ่งแปลกปลอมสองชนิดที่พบได้บ่อยในการค้นหาดาวแปรแสง คือ ดาวเคาะห์น้อยที่เคลื่อนที่ผ่านบริเวณที่เราค้นหา และอย่างต่อมาคือฝุ่นที่อยู่บนซีซีดี ในกรณีของดาวเคราะห์น้อยเรามักจะเห็นเป็นวัตถุที่ปรากฏให้เห็นในภาพเพียงภาพ เดียวและไม่เห็นร่องรอยเลยในภาพที่ถ่าย ใน epoch ต่อมา (หาก epoch ห่างกันมากกว่าระดับ 1-2 วัน) ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะดาวเคราะห์น้อยเคลื่อนที่ไปเรื่อยๆ ท่ามกลางหมู่ดาวฤกษ์เบื้องหลัง หาก epoch ที่ 2 ห่างจาก epoch แรกเกิน 1-2 วันดาวเคราะห์น้อยก็จะเคลื่อนไปไกลมากจนไม่สามารถบอกได้เลยว่าเป็น ดาวเคราะห์น้อยดวงเดียวกัน ดังนั้นวิธีการที่สามารถยืนยันได้แน่นอนว่าวัตถุเป็นดาวเคราะห์น้อยหรือไม่ จึงทำได้ง่ายๆ โดยเปิดรูปที่ถ่ายในเวลาไล่เลี่ยกับภาพใน epoch ที่พบดาวเคราะห์น้อย (เช่น รูปที่ถ่ายวันเดียวกับ epoch ที่พบดาวที่สงสัยว่าจะเป็นดาวเคราะ) โดยมากกล้อง CSS จะถ่ายภาพในบริเวณซ้ำเดิมในเวลาติดๆ กันไม่เกิน 1 ชั่วโมงจาก epoch แรกสำหรับการแยกแยะและยืนยันดาวเคราะห์น้อยโดยเฉพาะ เมื่อเรานำภาพจาก epoch ที่ใกล้กับ epoch แรกมากๆ มา blink ก็จะพบว่าดาวเคราะห์น้อยเคลื่อนที่ไปอย่างเห็นได้ชัด


เราเชื่อสายตาได้แค่ไหน? - กรณีของฝุ่นบนชิพเป็นกรณีที่ยากกว่าดาวเคราะห์น้อย เพราะฝุ่นมีหลายขนาดและปรากฏเป็นจุดใหญ่น้อยขนาดต่างๆ ได้ ซ้ำร้ายหากเราเปรียบเทียบภาพที่ถ่ายห่างกันนานระดับปี ฝุ่นยังเคลื่อนที่กระเด็นกระดอนไปตามตำแหน่งต่างๆ ของชิพอีกด้วย สำหรับข้อมูล CSS ฝุ่นจะปรากฏเป็นจุดดำจางๆ ซึ่งไม่ดูมืดไปเสียทีเดียวและหากมาปรากฏอยู่บนภาพของดาวก็จะทำให้ดาวดูสว่าง เปลี่ยนแปลงไปได้ดูคล้ายดาวแปรแสงใน การ blink ภาพ จุดนี้สามารถหลีกเลี่ยงได้โดยใช้ความระมัดระวังให้มากเมื่อเห็นคล้ายว่าดาว เป็นดาวแปรแสง ต้องดูให้แน่ชัดด้วยว่าไม่ใช่การที่แสงของดาวเปลี่ยนแปลงไปเพราะมีฝุ่นไป ปรากฏอยู่ข้างหน้า


หากเราคุ้นเคยกับวิธีการและทักษะการค้นหาดาวแปรแสงที่กล่าวไปใน ปัญหาสี่ข้อข้างต้นและสามารถหาวัตถุกระพริบๆ ที่สงสัยว่าจะเป็นดาวแปรแสงได้แล้ว ปัญหาที่เรามักจะพบคือวัตถุเปล่านั้นมักจะมีความแปรแสงที่เราเห็นน้อยมาก และหากสังเกตด้วยตาเปล่าแต่ละคนก็อาจจะมีความเห็นแตกต่างกันในข้อสรุปว่า วัตถุนั้นๆ เป็นดาวแปรแสงหรือไม่ ทางออกเบื้องต้นของปัญหานี้คือการเพ่งมองเปรียบเทียบกับดาวดวงอื่นๆ รอบข้าง ระหว่างที่ blink ภาพไปเรื่อยๆ ซึ่งก็ไม่ใช่วิธีการที่เหมาะสมนัก เพราะวิทยาศาสตร์ไม่ใช่เรื่องของการเอาความเห็นส่วนตัวเข้ามาตัดสิน แต่ต้องเป็นการใช้เหตุผลและระเบียบวิธีมาพิสูจน์ ในที่นี้เมื่อเราต้องการตรวจสอบให้ชัดเจนในแง่ของความแปรแสงและตอบให้ได้ว่า ดาวต้องสงสัยมีการเปลี่ยนแปลงความสว่าง มากน้อนเพียงใด คิดเป็นกี่เท่า เราจะต้องใช้กระบวนการวัดความสว่างหรือคือ การทำโฟโตเมทรีนั่นเอง ผมจะพูดถึงเรื่องการใช้ซอฟท์แวร์ Iris (“ไอริส”) มาทำโฟโตเมตรีของดาวแปรแสงที่เราหาพบต่อไป


ลงมือค้นหา: ภาคปฏิบัติกับซอฟท์แวร์ ds9 และ Iris

ขั้นตอนการค้นหาดาวแปรแสงด้วย ds9 นั้นคล้ายกับดาวเคราะห์น้อย (Frame -> New -> File -> Open เช่นเดียวกัน) ในขั้นต้นควรเริ่มจากการเปิดไฟล์ภาพสองภาพที่บันทึกห่างกันที่สุดเท่าที่จะ เป็นไปได้ เพื่อหาดาวแปรแสงชนิดคาบยาว แล้วค่อยๆ ไล่ลดลงมาถึงคาบที่สั้นลงเรื่อยๆ ในการเปิดไฟล์ภาพสองภาพมาค้นหานี้ควรคำนึงถึงปัญหาข้อ (2) และ (3) ที่เราได้พิจารณากันไปในหัวข้อที่ผ่านมาให้มาก ในขั้นเริ่มหานี้ควรเปิดไฟล์ภาพขึ้นมาเพียงสองภาพเท่านั้นเพื่อให้เห็นความ แตกต่างได้ชัดเจนและเพื่อไม่ให้เครื่องแฮงก์เนื่องจากไฟล์มีขนาดใหญ่มาก (โดยเฉพาะไฟล์ของกล้อง CSS)


สิ่งที่จะช่วยให้ blink ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นคือการปรับ scale ของภาพให้เหมาะสม ดูแล้วสบายตาและเห็นวัตถุในภาพได้ชัดเจนพอ scale ที่มักใช้ในกรณีนี้คือ linear + zscale หรือ hist. equ. + minmax เป็นหลัก โดยส่วนตัวแล้วผมจะใช้ linear + zscale เนื่องจากจะแยกแยะฝุ่นหรือสิ่งแปลกปลอมอื่นๆ ในภาพได้ง่าย และอีกจุดที่สำคัญคือระยะเวลาที่ ds9 สับภาพสองภาพไปมา หรือ blink interval ซึ่งสามารถตั้งได้ที่เมนู Frame > Blink Interval โดยค่าที่เหมาะกับหาวัตถุลักษณะนี้ที่สุดคือค่าที่สั้นที่สุดเท่าที่จะ เป็นไปได้หรือ 0.125 วินาที จากนั้นเริ่ม blink ในแต่ละบริเวณอย่างเป็นระบบ พึงระลึกว่ารูปแต่ละรูปมีขนาดใหญ่มาก ดังนั้นจึงควรดูให้ดีว่าบริเวณไหน blink ดูไปแล้ว และบริเวณไหนยังไม่ได้ blink


เมื่อค้นพบดาวที่สงสัยว่าจะเป็นดาวแปรแสงจากการ blink แล้ว ท่านสามารถทำ photometry ได้โดยศึกษาวิธีการที่ การทำ Aperture Photometry ด้วย Iris และตรวจสอบว่าเป็นดาวแปรแสงดวงใหม่หรือไม่ด้วยฐานข้อมูล SIMBAD โดยศึกษาวิธีการที่ การใช้ฐานข้อมูล SIMBAD ค้นหาข้อมูลวัตถุท้องฟ้า


ตัวอย่างกราฟแสงของดาวแปรแสงคาบยาวที่ค้นพบใหม่ด้วยวิธีการสลับภาพ (กราฟสีน้ำเงิน) และดาวอ้างอิง (กราฟสีชมพู ฟ้า และเหลือง)
Personal tools
Namespaces
Variants
Actions
Navigation
Toolbox